วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2558

เทศน์มหาชาติ ๑๓ กัณฑ์


กัณฑ์เทศน์มหาชาติทั้ง ๑๓ กัณฑ์  มีดังนี้
๑.กัณฑ์ทศพร เรื่องพระพุทธเจ้ากลับมายังบ้านเกิด คือ เมืองกบิลพัสดุ์อยู่วัดต้นไทรย้อย พระองค์แสดงฤทธิ์แก่หมู่ญาติจนเกิดฝนตกหนัก พระสาวกเห็นเป็นอัศจรรย์ พระองค์เล่านิทานเมื่อครั้งเกิดเป็น         พระเวสสันดรให้ฟัง
๒. กัณฑ์หิมพานต์  เรื่องเทพธิดาลงมาเกิดเป็นลูกกษัตริย์มัทราชมีชื่อว่า ผุสดี พออายุ ๑๖ ปี  แต่งงานกับพระเจ้ากรุงสญชัย เมืองสีพี และตั้งครรภ์ 10 เดือน พระนางผุสดีก็คลอดพระโพธิสัตว์ นามว่า พระเวสสันดร มีช้างคู่บารมีชื่อ ปัจจัยนาเคน พออายุ ๑๖ ปี ก็แต่งงานกับพระนางมัทรี มีลูกน้อยชื่อชาลีและกัณหา ต่อมาเมืองกลิงคะเกิดข้าวยากหมากแพง ชาวเมืองมาขอช้างจากพระเวสสันดร พระองค์ให้ทานช้าง ทำให้ชาวเมืองไม่พอใจไปขอพระเจ้ากรุงสณชัย   ให้เนรเทศพระเวสสันดรไปเขาวงกต
๓. กัณฑ์ทานกัณฑ์  เรื่องพระมารดาร้องขออภัยโทษพระเวสสันดร แต่ผิดหวังเพราะพระเวสสันดรให้ทานใหญ่แล้วขออำลาไป
๔. กัณฑ์วนปเวสน์  เรื่อง ๔ กษัตริย์เดินดงไปเขาวงกต แคว้นเจตราช พระเจ้าเจตราชสั่งให้พราน     เจตบุตรรักษาด่านไว้ไม่ให้ผู้ใดเข้าไปรบกวนพระเวสสันดร
๕. กัณฑ์ชูชก  เรื่องเฒ่าชูชกขอทานแล้วนำเงินไปฝากเพื่อน พอมาทวงคืนเพื่อกลับใช้เงินหมดแล้วเลยยกลูกสาวชื่อ อมิตตดา ให้แทน ต่อมานางให้ชูชกไปขอชาลีและกัณหา  เพื่อนำมาเป็นทาสรับใช้
๖. กัณฑ์จุลพน เรื่องป่าน้อย ชูชกไปเจอพรานเจตบุตรลวงให้เชื่อว่านำสารของพระเจ้ากรุงสณชัย      มาส่งให้พระเวสสันดรเพื่อกลับคืนพระนครและพรานป่าก็เชื่อเช่นนั้น
๗. กัณฑ์มหาพน  เรื่องป่าใหญ่ ที่ชูชกไปพบพระอจุตฤาษี ลวงว่าเป็นนักบวชจะมาคุยธรรมะกับ        พระเวสสันดร พระฤาษีก็หลงเชื่อให้ที่พักค้างคืนซ้ำบอกแนะนำเส้นทางไปเขาวงกต
๘. กัณฑ์กุมาร  เรื่องชูชกไปถึงที่อยู่พระเวสสันดร ช่วงพระนางมัทรีเข้าป่าหาผลไม้ ก็รีบไปขอสอง     ลูกน้อย ชาลีและกัณหาได้ยินพากันหนีลงไปในสระบัวบังกายไว้ พระองค์  ไปเรียกหาและนำมายกให้     ชูชก
๙. กัณฑ์มัทรี  เรื่องพระอินทร์สั่งให้เทวดาแปลงกายมาเป็น ๓ เสือขวางทางไม่ให้   พระนางมัทรีกลับมาทันเหตุการณ์การยกลูกให้เป็นทาน เมื่อกลับมาจึงหาลูกน้อยไม่พบ  พระเวสสันดรก็ไม่ตอบ  พระนางเป็นลมสลบเมื่อฟื้นขึ้นมาพระเวสสันดรจึงบอกความจริง
๑๐. กัณฑ์สักกบรรพ เรื่องพระอินทร์แปลงกายเป็นพราหมณ์มาขอพระนางมัทรี  เมื่อพระเวสสันดรยกให้แล้ว จีงปรากฏตนเป็นพระอินทร์และฝากพระนางมัทรีไว้ให้รับใช้พระเวสสันดรตามเดิม
๑๑. กัณฑ์มหาราช  เรื่องชูชกพาชาลีกัณหาเดินดงหลงเข้าไปกรุงสีพี เพราะเทวดาดลใจ พระเจ้าปู่จึงไถ่หลานไว้ พร้อมเลี้ยงดูชูชก ซึ่งกินมากจนท้องแตกตาย ฝ่ายพระเจ้ากรุงสญชัยได้จัดกองทัพไปอัญเชิญพระเวสสันดรกลับคืนวังและชาวเมืองกลิงคะก็คืนช้างคู่บารมี
๑๒. กัณฑ์ฉกษัตริย์  เรื่อง ๖ กษัตริย์มาพบกันเกิดสลบไปทั้งหมด  ร้อนถึงพระอินทร์รู้เหตุเลยบันดาลให้ฝนตกใหญ่ (ฝนโบกขรพรรษ) เมื่อทั้งหมดฟื้นคืนชีพแล้วได้ขออภัยต่อพระเวสสันดรและเชิญเข้าไปปกครองกรุงสีพี
๑๓. กัณฑ์นครกัณฑ์  เรื่องผลแห่งทาน  ผลแห่งศีล  ของพระเวสสันดรโพธิสัตว์  เมื่อกลับมาถึงกรุงสีพีแล้วบังเกิดฝนใหญ่ตกลงมาสร้างความชุ่มชื่นร่มเย็นแก่ชาวเมืองสีพี

     พระเวสสันดรครองนครสีพีจนอายุ ๑๒๐ ปี จึงสวรรคต ไปเกิดเป็นเทพบุตรชื่อว่าสันตุสิต อยู่สวรรค์ชั้นดุสิตก่อนที่จะมาเกิดเป็นพระสิทธัตถะกุมาร

เครดิต ดร.พระครูวินัยธรมานพ  ปาละพันธ์

สวรรค์ ๖ ชั้น

สวรรค์ในพระพุทธศาสนา มี ๖ ชั้น

สวรรค์ชั้นที่ ๖

สวรรค์ชั้นที่ ๕

สวรรค์ชั้นที่ ๔

สวรรค์ชั้นที่ ๓

สวรรค์ชั้นที่ ๒

สวรรค์ชั้นที่ ๑

เครดิต dhammaworld

การประสมอักษร

การประสมอักษร

ขนมไทยมงคล ๙ อย่าง


ขนมจ่ามงกุฎ
    เป็นขนมที่ทำยาก มีขั้นตอนในการทำสลับซับซ้อน นิยมทำกันเพื่อใช้ประกอบพิธีการที่สำคัญจริงๆ  คำว่า "จ่ามงกุฎ" หมายถึง การเป็นหัวหน้าสูงสุด แสดงถึงเกียรติยศสูงส่ง นิยมใช้เป็นของขวัญในงานเลื่อนยศเลื่อนตำแหน่ง เป็นการแสดงความยินดีและอวยพรให้มีความก้าวหน้าในหน้าที่การงายิ่งๆ ขึ้นไป

ขนมชั้น
   เป็นขนมไทยที่เป็นขนมมงคล  ต้องหยอดขนมชั้น ให้ได้ ๙ ชั้น เพราะ ชคนไทยมีความเชื่อ
ว่าเลข ๙ เป็นเลขสิริมงคล หมายถึง ความเจริญก้าวหน้า ขนมชั้น หมายถึง การได้
เลื่อนชั้น เลื่อนยศถาบรรดาศักดิ์ ให้สูงส่งยิ่งๆ ขึ้นไป

ขนมทองเอก 
   เป็นขนมในตระกูลทองอีกชนิดหนึ่งที่ต้องใช้ความพิถีพิถันมากทุกขั้นตอน การทำมีลักษณะที่สง่างาม โดดเด่นกว่าขนมตระกูลทองชนิดอื่นๆ ตรงที่มีทองคำเปลวติดไว้ที่ด้านบนของขนม คำว่า "เอก"     หมายถึง การเป็นที่หนึ่ง  นิยมนำขนมทองเอกประกอบพิธีมงคลสำคัญต่างๆ หรือใช้มอบเป็นของขวัญ  ในงานฉลองการเลื่อนยศ เลื่อนตำแหน่ง เปรียบเสมือนคำอวยพรให้เป็นที่หนึ่ง

ฝอยทอง
    เป็นขนมในตระกูลทองที่มีลักษณะเป็นเส้น นิยมใช้กันในงานมงคลสมรส  ถือเคล็ดว่าห้ามตัดขนม   ให้สั้น ต้องปล่อยให้เป็นเส้นยาวๆ เพื่อที่คู่บ่าวสาวจะได้ครองชีวิตคู่และ รักกันได้อย่างยืนยาวตลอดไป

ทองหยอด
   ใช้ประกอบในพิธีมงคล เป็นของขวัญในโอกาสสำคัญๆ แก่ผู้ใหญ่ที่เคารพรัก หรือญาติสนิทมิตรสหาย แทนคำอวยพรให้ร่ำรวยมีเงินมีทองใช้จ่ายอย่างไม่หมดไม่สิ้น 

ขนมเสน่ห์จันทน์
    "จันทน์" เป็น ต้นไม้ชนิดหนึ่ง มีผลสุก สีเหลืองเปล่งปลั่ง  สวยงาม  และมีกลิ่นหอม ชวนให้หลงใหล คนโบราณ จึงนำความมีเสน่ห์ของ  "ผลจันทน์" มาประยุกต์ทำเป็นขนม  นำ "ผลจันทน์ป่น" มาเป็นส่วนผสม ทำให้มีกลิ่นหอมเหมือนผลจันทน์  ให้ชื่อว่า "ขนมเสน่ห์จันทน์" โดยเชื่อว่าคำว่า เสน่ห์จันทน์ เป็นคำที่มีสิริมงคล จะทำให้มี เสน่ห์ คนรักคนหลง ดังเสน่ห์ ของ ผลจันทน์ ขนมเสน่ห์จันทน์ จึงถูกนำมาใช้ประกอบในงานพิธีมงคลสมรส

ขนมเม็ดขนุน
     เป็นหนึ่งในขนมตระกูลทอง มีสีเหลืองทอง รูปร่างลักษณะคล้ายกับเม็ดขนุน ข้างในมีไส้ทำด้วย      ถั่วเขียวบด มีความเชื่อว่า ชื่อของขนมเม็ดขนุนเป็นสิริมงคล ช่วยให้มีคนสนับสนุน หนุนเนื่อง 
ในการดำเนินชีวิตและในหน้าที่การงานหรือกิจการต่างๆ ที่ได้กระทำอยู่

ทองหยิบ
   เป็นขนมมงคลชนิดหนึ่ง มีลักษณะงดงามคล้ายดอกไม้สีทอง ต้องใช้ความสามารถและ ความพิถีพิถัน เป็นอย่างมากในการประดิดประดอย จับกลีบ ให้มีความงดงามเหมือนกลีบดอกไม้ ชื่อ ขนมทองหยิบ เป็นชื่อ สิริมงคล  เชื่อว่าหากนำไปใช้ประกอบพิธีมงคลต่างๆ หรือให้เป็นของขวัญแก่ใครแล้วจะทำให้เกิดความมั่งคั่งร่ำรวย หยิบจับการงานสิ่งใดก็จะ ร่ำรวย มีเงินมีทอง สมดังชื่อ "ทองห
ยิบ"

บางตำราเปลี่ยนจากลูกชุบเป็นขนมถ้วยฟู
ขนมถ้วยฟู
ขนมถ้วยฟู
    มีความหมายที่เป็นสิริมงคล หมายถึง ความเจริญรุ่งเรืองเฟื่องฟู นิยมใช้ประกอบในพิธีมงคลต่างๆ   ทุกงาน เคล็ดลับของการทำขนมถ้วยฟูให้มีกลิ่นหอมน่ารับประทาน คือ การใช้น้ำดอกไม้สดเป็นส่วนผสม และการอบร่ำด้วยดอกมะลิสดในขั้นตอนสุดท้าย


ชื่อของขนมพ้องความหมายชวนเชื่อ เรียกว่าภาษาชวนคะนึง พลังของภาษาและความหมาย



การใช้คำให้ถูกความหมาย


หลอกลวง (การล่อให้เข้าใจผิด)
หลอกล่อ (การล่อให้ทำตามที่ต้องการ)

ผ่อนปรน (แบ่งหนักให้เป็นเบา ทำทีละน้อย)
ผ่อนผัน (การลดหย่อนให้)

คร่ำครึ (เก่ามาก ไม่ทันสมัย)
ค่ำคร่า (เก่าแก่จนชำรุดทรุดโทรม)

ครบถ้วน (ทำเต็มจำนวนที่กำหนดไว้)
ครบครัน (พร้อมเพรียงไม่ขาดเหลือ)

เยือกเย็น (หนาวเย็นมาก)
เย็นเยือก (อาการเย็นที่เกิดขึ้นทันทีทันใด)

เพียงพอ (มีแล้วและเพียงพอ)
พอเพียง (ยังขาดจึงต้องการ)

เข้มแข็ง (ขยันขันแข็งทำงาน ไม่ย่อท้อ)
เข้มข้น (ใช้กับรสชาติอาหารที่รสจัด หรือใช้กับอารมณ์ดุเดือดเมื่อชมภาพยนตร์)
เข้มงวด (เอาจริงเอาจัง เคร่งเครียด)

ลักพา (แอบพาหนี)
ลักลอบ (แอบทำสิ่งไม่ดี)

เร่งรัด (การกระตุ้น "เร่ง" อย่างกวดขัน)
เร่งรีบ (รีบด่วน)
เร่งเร้า (วิงวอน)

เยาะเย้ย (การสมน้ำหน้าผู้อื่น)
เสียดสี (การพูดประชดในลักษณะที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง)
เหยียดหยาม/ ถากถาง (การดูถูกผู้อื่น)
เหน็บแนม (พูดว่ากระทบผู้ฟังจนรู้สึกหน้าชา)
กระแนะกระแหน (พูดว่าตรงๆ ว่าอยู่ตลอด)

เผลอ (หลงลืมไปชั่วขณะ)
เผอเรอ (ไม่ระมัดระวัง)

ผัด (เลื่อนเวลา)
ผลัด (เปลี่ยนตำแหน่งจากที่เดิม)

หนาแน่น (มีมากจนทึบไปหมด)
แน่นหนา (แข็งแรงมั่นคง)

คลี่คลาย (คลายออก)
ผ่อนคลาย (ลดลง)

โปรด (เป็นผลดีแก่ผู้รับสาร)
กรุณา (เป็นผลดีแก่ผู้ส่งสาร)

วาระ (สุริยคติ ปีใหม่ใช้ "วาระขึ้นปีใหม่")
ดิถี (จันทรคติ คือ เดือนอ้าย ขึ้น ๑ ค่ำ)

ประเทศไทย มี ๓ ฤดู ๒ หน้า
ฤดูฝน                      หน้าฝน
ฤดูหนาว                  หน้าแล้ง
ฤดูร้อน                    หน้าแล้ง

วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2558

เกร็ดความรู้เรื่องการนุ่งห่มจากวรรณกรรม เรื่อง สี่แผ่นดิน

นุ่งห่มแบบสาวชาววัง

- วันจันทร์ นุ่งเหลืองอ่อนห่มน้ำเงิน หรือห่มบานเย็น หรือ นุ่งน้ำเงินนำพิราบห่มจำปาแดง
- วันอังคาร นุ่งสีปูน (ปูนแดงกินกับหมาก) หรือม่วงเม็ดมะปราง ห่มโศก (สีใบอ่อนต้นอโศก) หรือนุ่งโศก/เขียวอ่อน ห่มม่วงอ่อน
- วันพุธ นุ่งสีถั่วหรือสีเหล็ก ห่มจำปา
- วันพฤหัสบดี นุ่งเขียวใบไม้ ห่มแดงเลือดนก หรือ นุ่งแสดห่มเขียวอ่อน
- วันศุกร์ นุ่งน้ำเงินแก่ห่มเหลือง 
- วันเสาร์ นุ่งเม็ดมะปราง ห่มโศก หรือนุ่งผ้าลายพื้นม่วงห่มโศกเหมือนกัน 
- วันอาทิตย์ นุ่งห่มเหมือนวันพฤหัสได้ หรือ นุ่งเขียวห่มแดง หรือ นุ่งผ้าลายพื้นสีลิ้นจี่หรือเลือดหมูห่มโศก
- การนุ่งห่มเพื่อไว้ทุกข์  นุ่งผ้าลายพื้นม่วง ห่มผ้าสีนวล


ป.ล. สมัยก่อนมีค่านิยมการแต่งกายว่า ใครที่นุ่งห่มสีเดียวกันถือว่าไม่ทันสมัย ใครที่นุ่งห่มสีตัดกันมากๆ ถือว่าสวยงาม

เครดิต ชมรมพิพิธสยาม